6 ข้อเท็จจริงใน วงการเบเกอรี่ ที่ควรรู้ก่อนคิดจะเปิดร้าน

6 ข้อเท็จจริงใน วงการเบเกอรี่  เชื่อว่าหลายคนคงเคยฝันว่าสักวันจะเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ให้ได้


เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกและบรรยากาศแบบพิเศษเวลาที่เดินเข้าไปในร้านเบเกอรี่ มันเป็นเหมือนสัมผัสแห่งเวทย์มนต์ที่ใครต่างก็หลงรัก แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการอยู่ในธุรกิจนี้มันไม่ง่ายเลยบทความนี้จึงได้รวมเรืองที่คุณจำเป็นต้องรู้และกรณีศึกษามาให้ได้อ่านกัน

 

เบเกอรี่แห่งตลาดมืด!!

ในปี ค.ศ.2013 มีเมนูเบเกอรี่ชนิดใหม่ถือกำเนิดขึ้นมันมีชื่อว่า “The cronut” ถูกคิดค้นขึ้นโดยเชฟชาวนิวยอร์กชื่อว่า  “Dominique Ansel”  เป็นการเอา “โดนัท” มาผสมกับ “ครัวซองต์” หลังจากเปิดตัวเมนูใหม่ได้แค่ 3 วันก็พบว่ามีคนมาต่อแถวรอซื้อเป็นร้อยคน และนิตยสาร “TIME” ก็ยกให้เมนูนี้เป็นหนึ่งใน “สิ่งประดิษฐ์ที่สนุกที่สุด” แห่งปี ค.ศ.2013 ด้วยนะ

เนื่องจากว่ามันต้องต่อคิวและสินค้ามีจำนวนจำกัดนี่แหละ จึงมีคนในตลาดมืดมารอต่อคิวเพื่อเอาไปประกาศขายต่อในราคาชิ้นละ 100 ดอลล่าร์หรือสามพันกว่าบาท ถ้าอยากได้ถึง 20 ชิ้นก็ต้องยอมจ่ายในราคา 5,000 ดอลล่าร์

และด้วยความผิดพลาดในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็เปิดช่องให้ร้านโดนัทชื่อดังบางสาขา ทำเมนูคล้ายกันออกมา แต่ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงปี ความนิยมของ “The cronut” ก็ลดลง กลายเป็นแค่เมนูธรรมดาๆเมนูหนึ่งเท่านั้น

 

ความรับผิดชอบของคนทำเบเกอรี่

ในการลงมือทำเบเกอรี่และขนมอบชนิดต่างๆนั้นจะต้องมีการใช้ส่วนผสมและเครื่องปรุงที่ถูกตวงวัดปริมาณอย่างถูกต้อง เชฟยังต้องใช้ทั้งพลังกายและใจในการนวด , กลิ้ง , ตัด และปั้น ขนมปังออกมาให้เป็นรูปร่างที่ต้องการในขณะที่ต้องจัดการกับส่วนผสมอื่นๆไปด้วย นอกนั้น เชฟบางคนยังจะทำหน้าที่รับออเดอร์จากลูกค้า และเป็นคนเอาไปเสิร์ฟเองอีกด้วย

 

คนทำเบเกอรี่มีสองประเภท

1.ค้าปลีก – โดยเชฟเบเกอรี่ค้าปลีกจะเป็นเชฟที่เราเจอบ่อยมากที่สุด พบได้ในร้านเบเกอรี่ตามถนนต่างๆ , ในซูปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขนมปังในท้องถิ่น โดยพวกเขาจะผลิตขนมปังในปริมาณน้อยและคอยดูแลไม่ให้สินค้าในร้านหมด

2.ค้าส่ง – พวกเขาจะผลิตเบเกอรี่ออกมาในปริมาณมากเพื่อกระจายสินค้าให้ร้านค้าอื่นๆ และสถานที่ในการผลิตก็จะกว้างขวางใหญ่โตและเต็มไปด้วยเครื่องมือทำเบเกอรี่ขนาดใหญ่มากๆอีกด้วย พวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลาและคุณภาพสินค้าก็ต้องออกมาดีมากๆ

 

 

การศึกษาของเชฟเบเกอรี่แบบค้าส่ง

ถ้าหากเป็นร้านเบเกอรี่ค้าปลีกใครจะเรียนจบอะไรมาก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นเชฟที่ทำงานในร้านค้าส่งละก็ในขั้นตอนสมัครงานทางร้านก็อาจจะดูไปถึงเรื่องระดับการศึกษาว่ามีใบรับรองจากสถาบันไหนหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นเรียนจบจากสถาบันเบเกอรี่ “Culinary Institute of America” ในประเทศอเมริกาที่ให้การศึกษาการทำเบเกอรี่ในระดับปริญญาตรีเป็นต้น

 

สิ่งที่เชฟเบเกอรี่ทุกคนจะต้องเจอ

ไม่ว่าคุณจะเป็นเชฟแบบไหนสุดท้ายแล้วสิ่งที่หนีไม่พ้นก็คือเวลาการเริ่มทำงานอย่างเคร่งครัด และร้านเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะไม่มีวันหยุดต้องทำงานตลอดทั้งเดือน ทั้งรอบเช้าและรอบเย็น ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากถ้าหากเชฟจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้ทันเวลา

นอกนั้นขั้นตอนในการทำเบเกอรี่จะต้องทำทุกอย่างแบบเรียงลำดับเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าคุณใส่ไข่หรือใส่เครื่องปรุงผิดขั้นตอนละก็ต้องไปเริ่มทำใหม่ทั้งหมดเลย เชพยังต้องมีความแม่นยำในการตวงส่วนผสมและต้องทำงานแข่งกับเวลาอีกด้วย

 

ร้านเบเกอรี่แบบบริการตัวเอง

ที่นครเมกกะในประเทศซาอุดีอาระเบียมีร้านเบเกอรี่อยู่ร้านนึงที่ไม่มีแคชเชียร์ ไม่มีพนักงาน ไม่มีแม้แต่กล้องวงจรปิด จะให้ลูกค้าไปหยิบขนมปังเองและจ่ายเองรับเงินทอนเอง จะมีป้ายแปะผนังอยู่ป้ายเดียวคือ “หยิบขนมปังและจ่ายเงินด้วยตัวเอง”  ที่ร้านนี้ทุกอย่างเป็นเรื่องของความไว้ใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายล้วนๆเลย

เจ้าของร้านนี้มีชื่อว่า “Ghazi Hassan Tass” ขอเรียกสั้นๆว่า “ฮัสซัน” ละกัน เขาบอกว่ากล่องรับเงินของเขามีชื่อว่า “trust box” และทุกเดือนยอดเงินในกล่องก็จะเทียบเท่ากับเงินที่เขาควรจะได้ในแต่ละเดือนด้วย เขาบอกว่าอยากลองใช้ไอเดียแบบนี้ดู อยากรู้ว่าจะสามารถเชื่อใจผู้คนได้หรือไม่ และพวกลูกค้าก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาไว้ใจได้

นอกนั้น “ฮัสซัน” ยังอนุญาตให้คนที่ไม่มีเงินมากพอจะซื้อขนมปัง หยิบกลับบ้านไปกินแบบฟรีๆอีกด้วย หลังจากที่เปิดร้านได้หนึ่งปีครึ่งก็ต้องเพิ่มงบประมาณในการผลิตเพิ่มถึง 50% เลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ ฮัสซัน พูดถึงสโลแกนของเขาว่า  “พวกเราไว้ใจคุณแบบไม่มีลิมิต”


หน้าแรก

เลือกพนันกับเว็บไซต์พนันบอลออนไลน์ 

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *